คำถามที่ได้บ่อยที่สุดเวลาคลินิกอยากเปลี่ยนระบบคือ “ต้องรอต้นปีไหม” คำตอบคือไม่ต้อง สิ่งที่ทำให้การย้ายระบบเจ็บไม่ใช่เดือนที่ย้าย แต่คือลำดับการย้ายข้อมูลและการไม่กำหนดวันตัดกระดาษให้ชัด
บทความนี้เป็นลำดับงานที่ใช้ได้จริง พร้อมรายการข้อมูลที่ต้องเตรียม
เตรียมข้อมูลสี่ชุด เรียงตามความสำคัญ
ไม่ต้องย้ายทุกอย่างพร้อมกัน ให้เรียงตามว่าอะไรที่ขาดแล้วทีมทำงานต่อไม่ได้
ชุดที่ 1 — ลูกค้าและช่องทางติดต่อ (ต้องมีก่อนวันแรก)
ต้องมี: ชื่อ–นามสกุล เบอร์โทร รหัส HN เดิม วันเกิด และ LINE ถ้ามี
เหตุผลที่ต้องมาก่อน: ถ้าลูกค้าเก่าโทรมาแล้วหาชื่อไม่เจอ ทีมจะกลับไปเปิดแฟ้มกระดาษทันที และจะไม่กลับมาใช้ระบบใหม่อีก
ควรเก็บรหัส HN เดิมไว้ในระบบใหม่ด้วย แม้ระบบใหม่จะออกรหัสของตัวเอง เพราะเอกสารเก่าทั้งหมดอ้างรหัสเดิม
ชุดที่ 2 — คอร์สและสิทธิ์คงเหลือ (ต้องมีก่อนวันแรก)
ต้องมี: ชื่อคอร์ส จำนวนครั้งที่ซื้อ จำนวนครั้งที่ใช้ไปแล้ว วันหมดอายุ และผู้ที่มีสิทธิ์ใช้ร่วม
นี่คือชุดที่ผิดพลาดแล้วแพงที่สุด เพราะกระทบสิทธิ์ที่ลูกค้าจ่ายเงินมาแล้ว ควรพิมพ์ยอดคงเหลือทั้งหมดออกมาเป็นกระดาษหนึ่งชุดก่อนย้าย เก็บไว้เทียบ และให้คนสองคนเช็คแยกกัน
ชุดที่ 3 — รายการค่ารักษาและสูตรค่าตอบแทน (ต้องมีก่อนวันแรก)
ต้องมี: รายการหัตถการและราคาทั้งหมด รายการยาและเวชภัณฑ์ สูตรค่ามือแพทย์ (DF) ต่อรายการ และสูตรค่าคอมพนักงาน
ข้อนี้มักถูกลืมจนถึงวันเปิดใช้ แล้วกลายเป็นว่าปิดบิลไม่ได้เพราะยังไม่มีรายการในระบบ ทำให้เสร็จก่อนล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์
ชุดที่ 4 — ประวัติการรักษาและภาพถ่าย (ตามได้ทีหลัง)
ชุดนี้ย้ายยากที่สุดและมักย้ายไม่ครบ วิธีที่ปฏิบัติได้คือ
- ย้ายเฉพาะประวัติของลูกค้าที่ยังมาอยู่ในช่วง 12–18 เดือนที่ผ่านมา
- เก็บระบบเดิมหรือไฟล์ export ไว้อ่านย้อนหลังอีกอย่างน้อยหนึ่งปี
- สำหรับคลินิกที่ใช้แฟ้มกระดาษ ให้สแกนเข้าระบบใหม่ตอนที่คนไข้กลับมาครั้งแรก ไม่ต้องสแกนทั้งตู้ล่วงหน้า เพราะประวัติของคนที่ไม่กลับมาแล้วไม่มีประโยชน์ต่องานหน้าเคาน์เตอร์
เลือกช่วงเวลา
ควรเลือก ช่วงที่คิวเบาที่สุดของปีของคลินิกคุณ และควรเริ่มวันที่ 1 ของเดือน เพื่อให้รอบบัญชีตัดตรงกับรอบระบบ
ควรเลี่ยง ช่วงโปรโมชั่นใหญ่ ช่วงก่อนวันหยุดยาว และช่วงที่พนักงานหลักลาพักร้อน เพราะการเปลี่ยนระบบต้องมีคนที่รู้เรื่องอยู่หน้างานทุกวัน
ไม่จำเป็นต้องรอ ต้นปีปฏิทิน การรอหกเดือนเพื่อ “จังหวะที่ดี” มีต้นทุนคือหกเดือนที่ยังทำงานด้วยระบบที่มีปัญหา
ไทม์ไลน์สี่สัปดาห์
สัปดาห์ที่ 1 — ดึงข้อมูลออกจากระบบเดิม
ขอ export ทุกอย่างที่ระบบเดิมให้ได้ ในรูปแบบ Excel หรือ CSV แล้วเก็บไว้เองหนึ่งชุดเสมอ ไม่ว่าผู้ให้บริการรายใหม่จะช่วยย้ายหรือไม่
ถ้าระบบเดิมไม่มีฟังก์ชัน export ให้ถามผู้ให้บริการเดิมเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะดึงข้อมูลออกได้อย่างไร นี่คือเหตุผลที่ เช็กลิสต์ก่อนเซ็นสัญญา มีข้อเรื่องการดึงข้อมูลออกอยู่ด้วย
สัปดาห์ที่ 2 — ตั้งค่าระบบใหม่
นำเข้าลูกค้า คอร์สคงเหลือ และรายการค่ารักษา ตั้งสูตร DF ตั้งรูปแบบใบเสร็จและที่อยู่บนใบเสร็จ ตั้งสิทธิ์การเข้าถึงของพนักงานแต่ละตำแหน่ง
ปลายสัปดาห์นี้ให้เช็คยอดคอร์สคงเหลือเทียบกับกระดาษที่พิมพ์ไว้ ทีละราย
สัปดาห์ที่ 3 — เดินขนาน
ใช้ระบบใหม่กับลูกค้าที่เข้ามาใหม่ทั้งหมด แต่ยังจดวิธีเดิมควบไว้ ยอมทำงานซ้ำหนึ่งสัปดาห์เพื่อกันข้อมูลหาย
สัปดาห์นี้คือสัปดาห์ที่ปัญหาจริงจะโผล่ ให้จดทุกจุดที่ทีมติดขัดเป็นรายการ แล้วส่งให้ทีมซัพพอร์ตแก้เป็นชุด ไม่ใช่ถามทีละข้อทางแชท
สัปดาห์ที่ 4 — ตัดกระดาษ
กำหนดวันที่ชัดเจนว่าตั้งแต่วันนี้ไม่มีการจดในสมุดอีก ถ้าไม่มีวันตัด คลินิกจะใช้สองระบบไปตลอด ซึ่งแย่กว่าใช้ระบบเดียวที่ยังไม่สมบูรณ์ เพราะข้อมูลจะแยกเป็นสองที่และไม่มีที่ไหนครบ
สามเรื่องที่ทำให้การย้ายล้มเหลว
ไม่มีเจ้าของงาน ถ้าไม่มีคนที่รับผิดชอบชัดเจนหนึ่งคน ทุกคนจะคิดว่าคนอื่นทำ ให้ตั้งพนักงานหนึ่งคนเป็นคนที่ตอบคำถามเพื่อนร่วมงานได้ และให้เวลาเขาเรียนระบบก่อนคนอื่นหนึ่งสัปดาห์
ให้ทีมเลือกเองว่าจะใช้ระบบไหน ในช่วงเปลี่ยน ถ้าปล่อยให้ “ใครสะดวกอะไรใช้อันนั้น” ผลคือกลับไปกระดาษทั้งหมดภายในสองสัปดาห์ เพราะกระดาษคุ้นมือกว่า การเปลี่ยนระบบต้องเป็นการตัดสินใจของเจ้าของ ไม่ใช่ทางเลือก
ย้ายทุกอย่างพร้อมกัน คลินิกที่พยายามสแกนแฟ้มทั้งตู้ก่อนเริ่มใช้ มักไม่ได้เริ่มใช้เลย ให้ย้ายสามชุดแรกให้ครบ แล้วเริ่ม ส่วนประวัติเก่าตามทีหลัง
หลังย้ายเสร็จควรเช็คอะไร
หลังใช้ระบบใหม่ครบหนึ่งเดือน ให้ตรวจสี่อย่าง
- ยอดรายได้ในระบบตรงกับเงินที่เข้าบัญชีหรือไม่
- คอร์สคงเหลือของลูกค้าสิบรายแรกที่กลับมาใช้ ตรงกับกระดาษที่พิมพ์ไว้หรือไม่
- ค่ามือแพทย์ที่ระบบคำนวณ ตรงกับที่คิดมือหรือไม่
- มีพนักงานคนไหนยังจดในสมุดอยู่หรือไม่ ถ้ามี ให้ถามว่าติดอะไร เพราะนั่นคือช่องที่ระบบยังไม่ตอบโจทย์จริง
สรุป
ย้ายได้ทุกช่วงของปี ขอแค่เตรียมข้อมูลสามชุดแรกให้ครบ เดินขนานหนึ่งสัปดาห์ และมีวันตัดกระดาษที่ชัดเจน
ถ้ายังอยู่ในขั้นตอนเลือกระบบ อ่านคู่มือเลือกโปรแกรมบริหารคลินิก และเอาเช็กลิสต์ 32 ข้อ ไปถามผู้ให้บริการก่อน ส่วนวิธีการนำเข้าข้อมูลทีละขั้นในระบบ Dr.Ease ดูได้ที่คู่มือการใช้งาน
คำถามที่พบบ่อย
ย้ายโปรแกรมคลินิกกลางปีจะกระทบบัญชีไหม
ไม่กระทบถ้าตัดรอบให้ตรงกับเดือน คือปิดยอดในระบบเดิมถึงวันสุดท้ายของเดือน แล้วเริ่มออกใบเสร็จจากระบบใหม่วันที่ 1 ของเดือนถัดไป สิ่งที่ต้องเก็บไว้คือรายงานยอดขายและใบเสร็จทั้งหมดจากระบบเดิมในรูปแบบไฟล์ เพราะผู้ทำบัญชีจะต้องใช้ตอนปิดปี
ข้อมูลอะไรที่มักย้ายไม่ได้
สามอย่างที่มักย้ายไม่ครบคือภาพถ่ายก่อน–หลัง ไฟล์แนบในเวชระเบียน และเนื้อบันทึกการรักษาแบบละเอียด เพราะแต่ละระบบเก็บโครงสร้างไม่เหมือนกัน ทางที่ปฏิบัติได้คือย้ายข้อมูลที่เป็นตาราง เช่น ลูกค้า ประวัติการซื้อ คอร์สคงเหลือ ให้ครบ แล้วเก็บระบบเดิมไว้อ่านย้อนหลังอีกหนึ่งปี
ระหว่างย้ายต้องหยุดรับคนไข้ไหม
ไม่ต้อง ถ้าใช้วิธีเดินขนานคือใช้ระบบใหม่กับลูกค้าที่เข้ามาใหม่ทั้งหมดตั้งแต่วันเริ่ม แล้วค่อยตามย้ายประวัติเก่าเข้าไปทีหลังเมื่อมีคนไข้เก่ากลับมา วิธีนี้ทำให้ไม่ต้องหยุดงานและไม่ต้องคีย์ประวัติของคนที่ไม่กลับมาแล้ว